มุมนั่งเล่น

มุมที่เรียนรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่งเที่ยวจังหวัดเลย

เชียงคาน

อำเภอ เชียงคาน จังหวัด เลย

เชียงคาน - ไอเดีย ดีดี

อิสระอยู่ที่ใจไปไหนไป “เลย”

“เชียงคาน เมืองโบราณ ที่ไม่ล้าสมัย”

  เมืองเชียงคาน ในปัจจุบันเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในสายตาของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้ยาวนานกว่า 100 ปี ซึ่งเพิ่งจะมีการจัดงานฉลอง “100 ปี เชียงคาน เมืองโบราณ ริมฝั่งโขง” ไปเมื่อวันที่ 4-6 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี้เอง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่สืบไป
   เมืองเชียงคาน เมืองโบราณ.. บ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟ มุมหนังสือเล็กๆ เท่านั้น แต่กลับมีนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เดินเที่ยวกันให้เต็มไปหมด อาจจะด้วยเพราะเมืองเชียงคานนี้เงียบสงบ บรรยากาศดี ด้วยการที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แต่ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่มากจนเกินไปได้อย่างลงตัวในแบบฉบับของเชียงคาน ผู้คนที่เชียงคานก็เป็นมิตร อัธยาศัยดี และการไปเที่ยวที่เชียงคานก็ไม่แพงจนเกินกำลัง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเชียงคานแห่งนี้ ก็จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น หลายๆ สิ่งที่เชียงคานอาจเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม เชียงคานจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราทุกคนยังคงช่วยกันรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ดำรงวิถีชีวิตในแบบของเชียงคานสืบไป ความเป็นเชียงคานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ได้ยาวนานกว่าร้อยปี ก็จะเป็นเช่นเดิมตลอดไป..
     เชียงคาน อำเภอเล็ก อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง จากอาณาจักรล้านช้างในอดีต จากภูมิประเทศที่ติดชายแดนลาว ผู้คนที่นี่ทำการค้าขายกับคนลาวฝั่งตรงข้ามอยู่สม่ำเสมอตั้งแต่อดีตกาล

     ครั้นประเทศลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ศิลปวัฒนธรรมการก่อสร้างบ้านเรือน อาหารการกิน คนที่นี่พลอยได้รับอารยธรรมฝรั่งเศสไปด้วย

     การคมนาคมนอกจากเรือ แล้ว จักรยานเห็นจะเป็นยานพาหนะยอดฮิตของผู้คนที่นี่ เราสามารถเห็นจักรยานรุ่นเก่าจอดเรียงอยู่หน้าบ้าน แถวเชียงคานอยู่ทั่วไป

     บ้านเรือทรงไทยโบราณเกือบร้อยปี หากใครมีฐานะหน่อยก็จะมีระเบียงหน้าบ้าน จนหน่อยก็มีแค่หน้าต่าง

     วัฒนธรรมการใส่บาตรข้าวเหนียวยามเช้า ยังคงมีให้เห็นอยู่ พระที่นี่เดินบินฑบาตกันแต่เช้ามืด ประมาณ 6.00 น. ช่วงหน้าหนาวสว่างช้าหน่อยก็เดินกันตั้งแต่ 6.30 น.

     ทางหอการค้าท่องเที่ยว จ.เลย มีแผนการหลายอย่างที่จะอนุรักษ์ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ สิ่งก่อสร้าง ภาษาท้องถิ่น ของผู้คนที่นี่

     ปัจจุบันทางการกำลังทำถนนจาก อ.ท่าลี่ สู่ หลวงพระบาง ประเทศลาว ประมาณ 320 กม. ถือว่าสั้นและสะดวกที่สุดในการเดินทางโดยรถยนต์ โครงการนี้จะแล้วเสร็จ ประมาณปี 2556

     ลัดเลาะสองฝั่งโขง แถวเชียงคานนี่เอง เป็นจุดเริ่มลำน้ำโขงที่มาบรรจบกับลำน้ำเหือง ไหลผ่านอีกหลาย อำเภอ ของอีกหลายจังหวัดของประเทศไทย ทิวทัศน์แปลกตา มีเกาะแก่งน้อยใหญ่ให้ดูชมตลาดเส้นทางที่คู่ขนานกับลำน้ำสายนี้

     อาหารการกิน ส่วนใหญ่เป็นจำพวกปลาต่างๆ จากแหล่งน้ำโขงนี่เอง

ภูหลวง

 ภูหลวง  มีความหมายว่าเขาที่สูงใหญ่ หรือหมายถึงภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลกและดินส่วนที่อ่อนพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ ภูหลวง  ประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2517 มีพื้นที่ประมาณ 560,593 ไร่

    สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบสูง อากาศเย็นตลอดปี ตั้งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอ ภูหลวง 

    ฤดูกาลบน ภูหลวง มี 3 ฤดูเหมือนพื้นราบแต่ระดับอุณหภูมิต่างกัน ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียสจะมีดอกไม้ที่มีสีสันเจิดจ้าสวยงาม เช่น เอื้องตาเหิน กล้วยไม้ป่าดอกขาว กุหลาบขาวและกุหลาบแดง ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม อุณหภูมิใกล้เคียงหรือสูงกว่าหน้าร้อนเล็กน้อยจะมีดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ สีชมพูอมม่วงขึ้นแซมตามทุ่งหญ้าและเทียนน้อย ฤดูหนาวอุณหภูมิลดลงมาก เฉลี่ย 0-16 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม บางวันอุณหภูมิลดลงถึง –4 องศาเซลเซียสจะมีก่วมแดงหรือที่รู้จักกันว่าเมเปิ้ล จะเปลี่ยนสีแดง แล้วผลัดใบ ตามพื้นดินจะเห็นต้นกระดุมเงินและรองเท้านารีปีกแมลงปอขึ้นอยู่บนก้อนหินและตามพื้นป่าดิบเขา ด้านตะวันออกของเทือกภูหลวงมีการค้นพบซากหินรอยเท้าไดโนเสาร์อายุกว่า 120 ล้านปี นอกจากนี้ยังมีป่าหลากชนิด เช่น ป่าผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา แต่ป่าที่โดดเด่นที่สุดบนภูหลวง คือป่าสนสองใบ สนสามใบ และทุ่งหญ้าตามพื้นที่ราบ เนินเขาและลานหิน

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ภูหลวง  เป็นเส้นทางเดินต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจากโหล่นมน ซึ่งเป็นบริเวณที่พักนักท่องเที่ยวผ่านป่าดงดิบ ลำห้วยป่าสนสามใบ และดอกไม้สลับทุ่งหญ้าระยะทางประมาณ 2.3 กิโลเมตร ถึงโหล่นสาวแยงคิง จากนั้นไปเป็นเส้นทางเดินไปยังโหล่นหินแอ่วขัน ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ผ่านดงดอกไม้หลายชนิด ต่อไปเป็นทางเดินสู่ลานหินโหล่นแต้ ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะพบกุหลาบขาวและกล้วยไม้ป่าต่าง ๆ บริเวณผาโหล่นแต้ สามารถชมวิวทิวทัศน์ของภูหอ ภูกระดึง ภูยองภู และภูขวาง นอกจากนี้ ยังมีจุดท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ผากบ ผาชมวิว โหล่นช้างผึ้ง ซุ้มงูเห่า และน้ำตกสายทอง

    การเดินทางขึ้น ภูหลวง  จากจังหวัดเลยไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จากจังหวัดเลยไปตามเส้นทางสายเลย-ภูเรือ ระยะทางประมาณ 36 กิโลเมตร ถึงบ้านสามตม แล้วแยกซ้ายที่บ้านสามตมไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง สำหรับผู้ที่เดินทางโดยไม่เข้าตัวจังหวัดเลย เมื่อผ่านอำเภอภูเรือไปตามเส้นทางเข้าจังหวัดเลย ระยะทางประมาร 14 กิโลเมตร จะถึงบ้านสามตม แล้วแยกขวาที่บ้านสามตมไปเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย โทร. 0 1221 0547 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0 2562 0760

    พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่า ภูหลวง และป่าภูหอ ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเปื่อย ป่าภูขี้เถ้าและป่าภูเรือ ที่มีอาณาเขตครอบคลุมอำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้ายและอำเภอ ภูหลวง จังหวัดเลย ได้รับการจักตั้งให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๑ ตอนที่ ๒๑๖ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ มีเนื้อที่ประมาณ ๘๔๘ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๕๓๐,๐๐๐ ไร่ และเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ ได้มีการผนวกพื้นที่เพิ่มเติม และเพิกถอนพื้นที่บางส่วน ทำให้มีพื้นที่โดยรวมประมาณ ๘๙๗ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๕๖๐,๕๙๓ ไร่

    ลักษณะภูมิประเทศ : ป่า ภูหลวง มีสภาพเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่แนวเขตเริ่มจากระดับความสูง ๔๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาที่สูงที่สุดคือยอดภูขวางสูง ๑,๕๗๑ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาทางด้านซีกตะวันออกมีลักษณะเป็นเขาลูกใหญ่ มีที่ราบบนหลังเขาเนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ตารางกิโลเมตร ระดับความสูงประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๕๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาทางด้านตะวันตกเป็นภูเขาเล็กๆตั้งสลับซับซ้อนเป็นลูกคลื่นที่ระดับความสูง ๖๐๐ – ๘๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเลย

    ลักษณะทางธรณี : มีโครงสร้างของหินอัคนีและหินตะกอนของหินชุดโคราชและหินชุดราชบุรี

    ลักษณะพืชพรรณ : พืชพรรณแตกต่างกันไปตามระดับความสูง อันประกอบด้วยป่าชนิดต่างๆ คือ ป่าดิบเขา ป่าไม้พุ่ม ป่าดิบแล้ง ป่าสนเขา ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่และทุ่งหญ้า

    พันธุ์สัตว์ป่า : สัตว์ป่ามีอยู่หลายชนิด เช่น ช้าง เลียงผา หมาไน เก้ง กวาง หมีควาย ชะนีมือขาว ไก่ฟ้าหลังขาว นกมุ่นรกคอแดง นกปากแก้วหางสั้น นกแอ่นมาตินพันธุ์เนปาล เต่าปูลู ปาดตะปุ่ม ปูเจ้าพ่อหลวงหรือปูหินและปลาอีก ๑๐ ชนิด

    ภูหลวง  เป็นอีกภูหนึ่งที่ผมตั้งใจว่าต้องมาให้ได้ เนื่องจากชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งรวมพันธุ์พืชโดยเฉพาะไม้ดอก และกล้วยไม้มีมากกว่าที่ใดๆ แต่ด้วยเหตุที่สถานที่แห่งนี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้วยแล้วทำให้การที่จะมาเยือนนั้นต้องได้รับอนุญาติจากกรมป่าไม้เสียก่อน ทำให้ผมต้องอดใจรอคอยเป็นเวลาถึง ๒ ปี ผมมา ภูหลวง โดยมาทางด้านจังหวัดเลย เส้นทางคดเคี้ยวทอดผ่านหมู่บ้านต่างๆ เราสามารถเห็นเทือกเขาที่ประกอบกันเป็น ภูหลวง ได้แต่ไกล สภาพภูเขาส่วนใหญ่ถูกบุกรุก เพื่อทำการเกษตรกรรม และแล้วเราก็ถึงทางแยกขึ้นภูที่บ้านสานตม ทางเริ่มลำบากมากขึ้นเมื่อผ่านด่านเข้ามา ทางส่วนใหญ่เป็นทางลูกรัง บางช่วงที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ก็ได้มีการปรับปรุงให้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และอีกไม่นานเมื่อเส้นทางนี้แล้วเสร็จการเดินทางก็จะสะดวกและปลอดภัยขึ้น แต่นั้นก็ต้องแลกกับความเสื่อมโทรมที่จะเกิดขึ้น สำหรับสภาพป่าข้างทางขึ้นภูนั้น เป็นป่าดงดิบที่มีต้นไม้ขึ้นกันอย่างหนาแน่น ฝูงลิงกระโดดหนีแตกกระเจิงอยู่บนกิ่งไม้ พวกเขาคงตกใจที่ได้ยินเสียงคำรามจากรถของเรา ที่ต้องเอาชนะกับความสูงชันและหล่มโคลน กว่าจะถึงที่ทำการโคกนกกระบาได้ก็แทบแย่ แต่พอรถจอดผมเหลือบไปเห็นต้นกุหลาบแดงออกดอกสะพรั่ง ความเหน็ดเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง ยิ่งมองลอดเข้าไปในพุ่มไม้ก็ยิ่งต้องตื่นตาตื่นใจกับกล้วยไม้ป่านานาชนิด ช่างสมกับที่ได้ชื่อว่ามรกตแห่งอีสานเสียจริง ยิ่งในช่วงฤดูแล้งที่พรรณไม้ต่างๆแข่งกันออกดอก ด้วยแล้วคงจะอลังการมากทีเดียว

    ในบริเวณที่ทำการโคกนกกระบานั้น จะมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ให้ท่านได้สามารถเดินป่าศึกษาพรรณไม้ต่างๆได้อย่างจุใจ เนื่องจากมีพรรณไม้อยู่หลากหลายชนิด เส้นทางนี้มีความยาวประมาณ ๑,๘๗๐ เมตร เป็นเส้นทางเดินตามพื้นราบบนยอดเขาที่มีความสูงเฉลี่ย ๑,๔๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บางส่วนก็จะมีแนวหินรูปร่างต่างๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ลักษณะดินเป็นดินทรายที่มีหน้าดินตื้น สภาพป่าเป็นป่าดิบเขา ที่มีต้นแคระแกรนตามกิ่งก้านและลำต้นของต้นไม้จะมีพืชอิงอาศัยเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น มอส เฟิร์น ไลเคน กล้วยไม้ พันธุ์ไม้ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นพวกก่อดำ สนสามใบ กุหลาบขาว กุหลาบแดง เมเปิล ตามพื้นดินจะเป็นพวก หญ้า เฟิร์น กล้วยไม้ดิน ฯลฯ

    สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกเส้นหนึ่งนั้น จะเดินไปทางด้านสถานีทวนสัญญาณช่อง ๗ ตามทางเดินเท้ามีทากบ้างพอสมควร มีทั้งชนิดที่อยู่ตามพื้นดินและอีกพวกหนึ่งเกาะตามต้นไม้ เส้นทางนี้จะไปสู่จุดชมวิวผาสมเด็จ เป็นที่สามารถเห็นแนวหน้าผาของผาเตลิ่นได้สวยงามจับใจจริง จากผาสมเด็จเราจะเดินผ่านป่าดิบเขาสลับกับทุ่งหญ้าเพื่อมุ่งหน้าไปสู่รอยเท้าไดโนเสาร์ ที่ประทับลงบนหินทราย จากจุดนี้เราต้องเดินย้อนขึ้นมาไม่ไกลนักก็จะพบทางแยกเพื่อไปสู่ผาเตลิ่น หน้าผาที่เป็นแนวรับลมที่มาจากทางด้านทิศตะวันออก ครั้งนี้เราโชคดีที่มาในยามที่ ลมได้พัดพาเอากลุ่มเมฆปลิวมาปะทะกับหน้าผาแล้วม้วนตัวขึ้นมาปะทะกับตัวเราช่างสดชื่นเย็นสบายเสียจริง เราได้ตักตวงความสุขจนบ่ายคล้อย เจ้าหน้าที่นำทางจึงมาบอกให้เดินทางกลับได้แล้ว หากชักช้าเส้นทางที่เราจะเดินกลับนั้น เป็นทางเดินของช้างป่า หากได้เจอกันเข้าอาจเป็นอันตรายได้ เทคนิคอย่างหนึ่งของการเดินเส้นทางนี้ไม่ให้เหนื่อยและไม่ติดหล่มโคลนก็คือ ให้เดินไปบนรอยเท้าช้าง เรียกว่างานนี้ต้องเดินวัดรอยเท้าช้างกันละ ใครที่ก้าวยาวๆไม่ได้ก็เห็นทีจะเหนื่อยหน่อย เนื่องจากเท้าของท่านอาจติดหล่ม แต่ถ้ามาในช่วงที่ดินแห้งแล้วก็คงไม่มีปัญหาใดๆ

    จากการที่ผมได้มีโอกาสสนทนากับเจ้าหน้าที่ที่นี่ จึงได้ทราบข้อมูลที่น่าคิดอยู่หลายเรื่อง อาทิเช่น ปัญหายุงที่กำลังเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆทั้งที่แต่ก่อนนั้นที่นี่ไม่มียุงเลย แต่จากการที่จุดท่องเที่ยวทางด้านอำเภอวังสะพุงได้ถูกปิดลงเมื่อประมาณปี ๒๕๔๒ ทำให้นักท่องเที่ยวได้เปลี่ยนจุดขึ้นภูมาเป็นด้านโคกนกกระบา อีกทั้งจุดนี้ยังสามารถนำรถยนต์ขึ้นถึงยอดภู คาดว่าบรรดายุงที่ระบาดอยู่ในขณะนี้เป็นยุงที่ติดมากับรถยนต์ สำหรับปัญหาการลักลอบเก็บกล้วยไม้ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง หากท่านได้เดินชมกล้วยไม้บริเวณที่ทำการโคกนกกระบา จะเห็นว่ามีมากมายหลายชนิด จริงๆ แล้วไม่มากมายอย่างที่เห็นหรอก ที่มีมากก็เพราะว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ไปกวาดจับพวกพ่อค้าที่รับซื้อกล้วยไม้จากชาวบ้านที่แอบขึ้นภูไปเก็บมา ก็ได้มาหลายคันรถ ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนเลยเอามาปลูกที่นี่ ก็เลยกลายเป็นแหล่งรวมพันธุ์กล้วยไม้ไป สาเหตุของการลักลอบเก็บไปขายก็เนื่องจากว่าพันธุ์กล้วยไม้ หลายชนิดของที่นี่มีราคาแพงมาก (โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีปีกแมลงปอที่มีที่นี่แห่งเดียวในโลก) หากเก็บได้สัก ๑ คันรถปิคอัพจะขายได้หลายแสนบาท แต่หากถูกเจ้าหน้าที่จับกุมต้องเสียค่าปรับไม่กี่พันบาท ทางพ่อค้าก็ถือว่าคุ้มก็เลยลักลอบเก็บกล้วยไม้กันจนแทบไม่มีเหลือ อีกปัญหาหนึ่งก็คือการบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อทำไร่ขิงของชาวเขาเผ่าม้งบางกลุ่ม เพราะเป็นพืชที่ทำรายได้อย่างงาม ในพื้นที่ ๑ ไร่ สามารถทำกำไรได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท การลงทุนก็เพียงแค่ออกแรงถางป่า เดิมทีชาวเขาเผ่าม้งพวกนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำการแผ้วถางป่าบริเวณบ้านน้ำก้อและใกล้เคียงเพื่อทำไร่ขิง จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้น ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถปลูกขิงได้อีกต่อไป เนื่องจากการทำไร่ขิงนั้น ต้องทำในพื้นที่ที่แผ้วถางใหม่ อีกทั้งสามารถทำได้ครั้งเดียวเท่านั้น ต้องถางป่าต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่นานหมู่บ้านรอบๆเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง อาจเกิดโศกนาฏกรรมเหมือนบ้านน้ำก้อก็ได้

การเดินทาง

โดยรถโดยสารประจำทาง : มี ๒ ทางให้เลือกคือ จากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่นั่งรถสายกรุงเทพฯ-เมืองเลย จากนั้นต่อรถสายเมืองเลย-หล่มสัก ลงรถที่บ้านสานตม แล้วเหมารถให้ไปส่งที่ยอดภู หรืออีกทางหนึ่งคือจากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่นั่งรถสายกรุงเทพฯ-หล่มสัก จากนั้นต่อรถสายหล่มสัก-เมืองเลย ลงรถที่บ้านสานตม แล้วเหมารถให้ไปส่งที่ยอดภู
โดยรถยนต์ส่วนตัว : จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข ๑ ผ่านตัวเมืองสระบุรีให้ตรงไปเข้าเส้นทางหลวง หมายเลข ๒๑ ผ่านเขตจังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๓ ผ่านอำเภอหล่มเก่า อำเภอ ภูเรือ เมื่อถึงบ้านสานตมจะมีทางแยกทางด้านขวามีป้ายบอกเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง อีก ๓ กิโลเมตรต่อมาจะพบทางแยกมีป้ายบอกที่ทำการเขตฯอีกครั้ง ให้เลี้ยวซ้ายขับ ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงด่านตรวจ รถยนต์สามารถขึ้นถึงยอดภู รวมระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร

    หรืออีกเส้นทางหนึ่งคือ จากกรุงเทพ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑ จนถึงจังหวัดสระบุรี ให้เลี้ยวขวาไปทางอำเภอ ปากช่อง เมื่อผ่านเขื่อนลำตะคองจะพบทางสามแยกให้เลี้ยวซ้าย เข้าเส้นทางหลวงหมายเลข ๒๐๑ ขับรถไปจนกว่าจะถึงจังหวัดเลย จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๐๓ จนกว่าจะถึงบ้านสานตมจะมีทางแยกทางด้านขวา มีป้ายบอกเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง ระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร อีก ๓ กิโลเมตรต่อมาจะพบทางแยกมีป้ายบอกที่ทำการเขตฯอีกครั้ง ให้เลี้ยวซ้ายขับ ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงด่านตรวจ รถยนต์สามารถขึ้นถึงยอดภู

อาหารและที่พัก

    ร้านอาหาร : ไม่มีบริการ แต่สามารถสั่งให้ทางเจ้าหน้าที่จัดหาให้ได้ในอัตรา ๒๔๐ บาท / วัน / ท่าน ผมคิดว่าราคาถ้าเห็นตัวเลขก็ต้องบอกว่าแพงมาก แต่ผมได้รับประทานดูแล้ว ผลคือไม่แพงครับ มื้อเช้าเป็นข้าวต้มพร้อมกาแฟไข่ลวกเติมได้จนกว่าจะอิ่ม มื้อกลางวันเป็นอาหารห่อ ส่วนมื้อเย็นจะเป็นอาหารชุดใหญ่ พร้อมผลไม้เติมได้จนกว่าจะอิ่ม แต่หากจะทำอาหารเองก็ได้แต่ต้องทำในบริเวณที่กำหนดเท่านั้น ในฤดูแล้งควรเตรียมน้ำดื่มไปด้วยให้เพียงพอ

ที่พัก : ทางเขตฯมีบ้านพักอยู่หลายหลัง สามารถรองรับนักศึกษาธรรมชาติได้ประมาณ ๑๐๐ คน ทางเขตฯไม่อนุญาติให้กางเต็นท์

การติดต่อ : นักศึกษาธรรมชาติที่ต้องการเข้าชมต้องติดต่อ ฝ่ายจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ส่วนอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ กรมป่าไม้ เขต จตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ ๐๒-๕๖๑๔๒๙๒-๓ หรือ ๐๒-๕๗๙๔๘๔๗

ขอขอบคุณที่มา : 

  © ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 5 

  © ข้อมูลพื้นฐานของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ สถานีวิจัยสัตว์ป่า ภูหลวง 

  © วิรัช ทิพเกษร จาก thailandgeographic

ภูเืรือ

อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอภูเรือและอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย อาณาเขตด้านทิศเหนืออยู่ติดกับประเทศลาว รูปพรรณสันฐานของภูเรือมีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือใหญ่บนยอดดอยสูงเป็นภูผาสีสันสะดุดตาหินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า “กว้านสมอ” โดยรอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำ หมอก ปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 120.84 ตารางกิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติภูเรือในปี พ.ศ. 2519 อธิบดีกรมป่าไม้ เดินทางมาราชการที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง นายสุจินต์ เพชรดี ปลัดจังหวัดเลย ได้ให้ความเห็นว่า ควรส่งเสริมป่าภูเรือให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด จากนั้นจังหวัดเลยจึงให้ทางอำเภอภูเรือสำรวจพื้นที่ป่าภูเรือ ซึ่งอำเภอภูเรือได้รายงานถึงจังหวัดเลยว่า พื้นที่ป่าภูเรือมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามสำคัญหลายแห่ง เช่น ป่าไม้ น้ำตก ทิวทัศน์ เหมาะที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ไปทำการสำรวจหาข้อมูลเบื้องต้นของป่าภูเรือ ท้องที่อำเภอภูเรือและอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ปรากฏว่า ป่าแห่งนี้อยู่ในเขตป่าหมายเลข 23 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ให้รักษาไว้ให้เป็นป่าถาวรของชาติ

พื้นที่ป่าภูเรือประกอบด้วยทิวเขาสูง สลับซับซ้อนเรียงรายเป็นรูปต่างๆ น่าพิศวงสลับกับที่ราบเป็นบางส่วน สาเหตุที่ขนานนามว่า “ภูเรือ” เพราะมีภูเขาลูกหนึ่งมีชะโงกผายื่นออกมาดูคล้ายสำเภาใหญ่ และที่ราบบนยอดเขามีลักษณะคล้ายท้องเรือตลอดจนมีธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2521 เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูเรือ ในท้องที่ตำบลอาชี ตำบลท่าลี่ อำเภอท่าลี่ และตำบลลาดค่าง ตำบลหนองบัว ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 96 ตอนที่ 124 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2522 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 16 ของประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ
อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อนประกอบด้วย เขาหินทรายเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นเป็นหินแกรนิตสลับกันไป ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้มีที่ราบสูงสลับกับ ยอดเขาสูงทั่วไป มียอดเขาสูงที่สุดคือ ยอดภูเรือ มีความสูงถึง 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยังมียอดเขาที่สำคัญ คือ ยอดเขาภูสัน มีความสูง 1,035 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และยอดภูกุ มีความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะเช่นนี้เองจึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญก่อให้เกิดลำธารหลายสาย เช่น ห้วยน้ำด่าน ห้วยบง ห้วยเกียงนา ห้วยทรายขาว ห้วยติ้ว และห้วยไผ่ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกห้วยไผ่ที่สวยงามแห่งหนึ่ง

ลักษณะภูมิอากาศ อุทยานแห่งชาติภูเรือ ด้วยอุทยานแห่งชาติภูเรืออยู่ที่จังหวัดเลย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดของประเทศไทย และอยู่บนยอดเขาสูง จึงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะหนาวเย็นมาก จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าจะแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ซึ่งมีภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “แม่คะนิ้ง” ผู้ที่จะไปพักผ่อนควรเตรียมตัวให้พร้อมที่จะผจญกับความหนาวเย็น

ผาโหล่นน้อยพืชพรรณและสัตว์ป่า
ภูเรือ มีสภาพป่าหลายชนิดปะปนกันอย่างสวยงาม ทั้งป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ ป่าสนเขา โดยเฉพาะยอดภูเรือ ประกอบด้วยป่าสนเขา สลับกับสวนหินธรรมชาติแซมด้วยพุ่มไม้เตี้ย สลับด้วยทุ่งหญ้าเป็นระยะ ไม้พื้นล่างที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ กุหลาบป่า มอส เฟิน และกล้วยไม้ที่สวยงาม เช่น ม้าวิ่ง สามปอย ไอยเรศ เอื้องคำ เอื้องผึ้ง เอื้องเงิน ซึ่งขึ้นตามต้นไม้และโขดหิน กล้วยไม้เหล่านี้จะออกดอกบานสะพรั่งให้ชมสลับกันไปตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ป่าภูเรือยังมีสัตว์ป่าที่ชุกชุมพอสมควร ที่พบบ่อย เช่น หมี เก้ง กวางป่า หมูป่า หมาไน ลิง พญากระรอกดำ ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ป่า และชุกชุมไปด้วยกระต่ายป่า เต่าเดือย เต่าปูลูและนกชนิดต่างๆ ที่สวยงามอีกมากมาย โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะอพยพมาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก

ยอดภูเรือผาโหล่นน้อย
เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม สามารถมองเห็นภูหลวง ภูผาสาด ภูครั่งและทะเลภูเขา อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 3 กิโลเมตร
กิจกรรม :ชมทิวทัศน์

ผาซำทองหรือผากุหลาบขาว
เป็นหน้าผาสูงชันและเป็นแหล่งน้ำซับ ประกอบกับมีไลเคนที่มีสีเหลืองคล้ายสีทอง ซึ่งเรียกว่า “ผาซำทอง” เป็นจุดชมทิวทัศน์อีกจุดหนึ่ง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติตามเส้นทางที่จะไปผาโหล่นน้อยประมาณ 2.5 กิโลเมตร

น้ำตกห้วยไผ่
เป็นน้ำตกสูงชัน สูงประมาณ 30 เมตร สายน้ำพุ่งแรงใสสะอาด อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการใช้ทำน้ำประปาในอำเภอภูเรือ

ยอดภูเรือ
เป็นจุดที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติ อยู่สูงประมาณ 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นหน้าผาสูงชัน พื้นที่โดยรอบปกคลุมด้วยป่าสนเขา ทั้งสนสองใบและสนสามใบ สลับกับลานหินธรรมชาติ ต้องเดินขึ้นเขาจากผาโหล่นน้อยมาประมาณ 700 เมตร จากจุดนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามได้รอบด้านกระทั่งเห็นแม่น้ำเหือง และแม่น้ำโขง ซึ่งกั้นพรมแดนไทย – ลาว บนยอดเรือยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาวาบรรพต ซึ่งชาวภูเรืออัญเชิญมาจากอยุธยาด้วย จากยอดภูเรือมีเส้นทางเดินป่าผ่านบริเวณที่มีดอกไม้เล็กๆ เช่น กระดุมเงิน ดาวเรืองภู เปราะภู ซึ่งออกดอกสวยงามในช่วงหน้าหนาว ที่ป่าสนบริเวณ ทุ่งกวางตาย มีดอกกระเจียวบานในช่วงต้นฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคม นอกจากนั้นยังมี ลานหินพานขันหมาก เป็นลานหินแตกเป็นรอยตื้นๆ ที่จะพบดอกไม้ที่ชอบขึ้นตามลานหิน เช่น เอื้องม้าวิ่ง อยู่ทั่วไป เส้นทางเดินป่าจะวกกลับไปลานกางเต็นท์ในบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติภูเรือสวนหินพาลี
เป็นลานหินกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยก้อนหินรูปทรงแปลกตาตั้งอยู่เรียงราย บางก้อนคล้ายเสาหินสูง บางก้อนคล้ายดอกเห็ด สวนหินพาลีอยู่ใกล้บริเวณลานกางเต็นท์
กิจกรรม :เที่ยวถ้ำ/ธรณีวิทยา

ถ้ำไทร
อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ 2 (ภูสน) ประมาณ 500 เมตร ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถ้ำไทรเป็นถ้ำหินทราย ปากทางเข้าถ้ำจะแคบมากต้องลงในทางดิ่งประมาณ 30 เมตร เมื่อถึงที่ราบภายในถ้ำจะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 30 เมตร ยาวประมาณ 150 เมตร ภายในถ้ำประกอบด้วยหินทรายเป็นแผ่นๆ ซึ่งจะอยู่ตามเพดานถ้ำ ส่วนพื้นล่างจะเป็นลักษณะเม็ดทรายที่ไหลมากับน้ำ และในบริเวณปลายสุดของถ้ำจะมีสายธารน้ำไหลตลอดเวลา บางช่วงจะมีลักษณะเป็นน้ำตกที่เกิดภายในถ้ำ และเมื่อสายน้ำกระทบแสงไฟจะเกิดเป็นประกายที่สวยงาม ภายในถ้ำจะมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ
อุทยานแห่งชาติยังมีจุดเด่นที่สวยงามอีกหลายแห่ง เช่น ลาดหินแตก หินค้างหม้อ หินวัวนอน หินพระศิวะ สวนหินเต่า ศาลารับเสด็จ ลาดเหมือนแอ ลานสาวเอ้ ทุ่งหินเหล็กไฟ น้ำตกแก่งสุข และสระสวรรค์ ตามตำนานรักภูทุ่ง (ภูเรือ) และภูครั่ง เป็นต้น

อุทยานแห่งชาติภูเรือสถานที่ติดต่อ
อุทยานแห่งชาติภูเรือ
ต.หนองบัว อ. ภูเรือ จ. เลย 42160
โทรศัพท์ 0 4288 1716, 0 4288 4144

การเดินทาง
รถยนต์
จังหวัดเลยอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 558 กิโลเมตร จากจังหวัดเลยเดินทางไปโดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 203 ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร ถึงตัวอำเภอภูเรือ จากนั้นเดินทางต่อไปอีก 4 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

ที่พักแรม/บ้านพัก อุทยานแห่งชาติได้จัดเตรียมบ้านพักไว้ให้บริการในบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ จำนวน 7 หลัง

อุทยานแห่งชาติภูเรือสถานที่กางเต็นท์/เต็นท์ อุทยานแห่งชาติได้จัดเตรียมเต็นท์และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการ การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง สำหรับอัตราค่าบริการอยู่ระหว่าง 250-800 บาท ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของเต็นท์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ

กรณีที่นำเต็นท์ไปกางเอง ต้องเสียค่าบริการสถานที่ 30 บาท/คน/คืน หากไม่มีเครื่องนอนสามารถใช้บริการเครื่องนอนและอุปกรณ์สนามของอุทยานแห่งชาติ โดยมีอัตราค่าบริการ ดังนี้
1) ชุดเครื่องนอน ประกอบด้วย หมอน ถุงนอน ที่รองนอน และชุดสนาม ราคา 150 บาท/ชุด/คืน
2) ชุดเครื่องนอน ประกอบด้วย หมอนใหญ่ ที่นอน ผ่าห่ม และชุดสนาม ราคา 200 บาท/ชุด/คืน

 ภูกระดึง

 

 ว่ากันว่า….หากอยากพิสูจน์รักแท้ ให้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักด้วยการเดินทางพิชิตยอดภูของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง และถ้าหากเขาคนนั้น สามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและกันเป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้!!!
…นี่คือตำนานคำกล่าวขานที่มักได้ยินเสมอๆ เมื่อเอ่ยถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่เราจะขึ้นไปถึงยอดดอยได้ ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตร บวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร (โห…ไหวไหมเนี่ย) ซึ่งนอกจากจะมีคู่รักไปสัมผัสพิสูจน์รักแท้แล้ว ภูกระดึงมักจะได้รับความนิยมในการไปแบบกลุ่มเพื่อนๆ อีกด้วย และทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมากๆ แต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติข้างบนภูกระดึงแล้วคุ้มค่าสุดๆ
แหม … มีเสียงการันตีความท้าทาย ผจญภัย และน่าไปสัมผัสแบบนี้คงอดใจไม่ได้แล้วที่จะไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภูกระดึง … เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักอุทยานแห่งนี้พร้อมๆ กันเลยค่ะ
ภูกระดึง เป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปี บนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว ปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึง สักครั้งหนึ่งในชีวิต
สำหรับการเดินทางขึ้นภูกระดึงนั้น ทางอุทยานฯ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00 – 14.00 น. ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ทางอุทยานฯ จะไม่อนุญาต เพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้า ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้น อาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลากลางคืนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย จะเปิดฤดูท่องเที่ยวอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 – 31 พฤษภาคม 2554 หลังปิดฟื้นฟูในช่วงฤดูฝน

จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนภูกระดึง
ผานกแอ่น… เป็นลานหินเล็กๆ มีสนต้นหนึ่ง ขึ้นโดดเด่นอยู่ริมหน้าผา เป็นจุดท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่สำคัญอยู่จากที่พักศูนย์วังกวางเพียง 2 กิโลเมตร ในทุกเช้าของหน้าหนาวจะมีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันมากและ มักจะมีการชิงทำเลดีๆ เสมอ สมัยนี้ทางไปมักมีช้างอาละวาด ตอนเช้าจะต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่เสมอ ห้ามไปเอง เป็นอันขาด
นอกจากนั้น หากอากาศดีพอ ในช่วงเวลาที่เดินเท้าฝ่าความมืดมาชมพระอาทิตย์ขึ้นนั้น เป็นช่วงที่ประจวบเหมาะกับ เวลาที่พระจันทร์กำลังจะลับขอบฟ้า ด้านตะวันตกนั้นจะได้เห็นภาพสวยงามแปลกตาไปอีกแบบ ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นเป็นสวนหินมีดอกกุหลาบป่าขึ้นอยู่เป็นดงใหญ่ ซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มต้นในเดือน มีนาคม-เมษายน และใครที่อยากไปชมประอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ควรเตรียมไฟฉายสำหรับใช้ส่องทางไปด้วย
ผาหล่มสัก… ถ้าไม่มาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็เหมือนไม่ได้มาเยือนภูกระดึง …หลายคนถึงกับออกปากไว้แบบนั้น ตัวผาหล่มสักอยู่ห่างจากผาแดง 2.5 กิโลเมตร หากเดินมาจากแยกศูนย์โทรคมนาคมกองทัพอากาศ บนเส้นทางน้ำตก แต่ถ้าเดินจากที่พักศูนย์วังกวาง จะมีระยะประมาณ 9 กิโลเมตร หากจะมาต้องเตรียมตัวให้ดี เพราะขากลับจะมืดกลางทางอย่างแน่นอน
ด้วยลักษณะแผ่นหินแปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดีเช่นนี้ นักท่องเที่ยวจึงนิยมจะใช้เป็นจุดชมวิว ดูดวงอาทิตย์ตกดิน และน่าจะถือได้ว่าเป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง แนะนำสักนิดสำหรับผู้ที่จะไปชมประอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ควรเตรียมเสื้อกันหนาวและไฟฉายสำหรับใช้ส่องทางเวลาเดินกลับที่พัก ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง
ผาหมากดูก… อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.5 กิโลเมตร เป็นผาที่มีลานหินกว้างขวาง เป็นผาสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่ใกล้ที่พักมากที่สุด สามารถชมทิวทัศน์ภูผาจิตในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีดอกกระเจียวขึ้นเต็มทุ่งตามเส้นทางสู่ผาหมากดูก
น้ำตกวังกวาง… ชื่อก็บอกอยู่แล้ว น้ำตกวังกวางอยู่ใกล้ที่พักศูนย์วังกวางมากที่สุด โดยมีระยะทางห่างแค่ราว 1 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ห้วยเล็กๆ ที่โอบล้อมที่พักอีกด้านจะไหลลงน้ำตกที่นี่ วังกวางเป็นน้ำตกเล็กๆ ชั้นที่สูงสุด จะสูงประมาณ 7 เมตร ด้านข้างของน้ำตกมีทางแคบๆ สำหรับปีนลงไปทีละคน จะพบหลืบหินมีลักษณะคล้ายถ้ำใต้น้ำตกน้ำตกวังกวางจะมีความสวยงามมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม บริเวณนี้จะมีทากชุม เพราะเป็นด่านช้าง หรือทางช้างเดิน ส่วนในฤดูท่องเที่ยวซึ่งเป็นฤดูแล้ง ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมได้ง่ายใกล้ที่พัก
น้ำตกถ้ำสอเหนือ… อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง 4.8 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง สูง 10 เมตร น้ำไหลมาจากผาเป็นม่านน้ำตก บริเวณเหนือน้ำตกมีดงกุหลาบแดงซึ่งในช่วงฤดูร้อนจะผลิดอกสร้างสีสรรค์ให้กับบริเวณนี้สวยงามยิ่งขึ้น
น้ำตกเพ็ญพบใหม่… เกิดจากลำธารวังกวาง น้ำตกผ่านผาหินรูปโค้ง ในหน้าหนาว ใบเมเปิ้ลที่อยู่บริเวณริมน้ำตกจะร่วงหล่นลอยไปตามผิวน้ำยามแดดสาดส่องผ่านลงมาจะเป็นสีแดงจัดตัดกับสีเขียวขจีของตะไคร่น้ำตามโขดหิน ลำธารวังกวางเป็นต้นกำเนิดน้ำตกที่มีชื่ออีกแห่งหนึ่ง คือ น้ำตกโผนพบ ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ โผน กิ่งเพชร นักชกแชมป์เปี้ยนโลกคนแรกของชาวไทยในฐานะเป็นผู้ค้นพบคนแรก เมื่อคราวที่ขึ้นไปซ้อมมวยให้ชินกับอากาศหนาว ก่อนเดินทางไปชกในต่างประเทศ
สระอโนดาด… อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.7 กิโลเมตร เป็นสระน้ำขนาดไม่ใหญ่นักที่มีต้นสนขึ้นเป็นแนวแน่นขนัด ใกล้กันยังมีลานกินรี ซึ่งเป็นสวนหินธรรมชาติที่อุดมไปด้วยพรรณไม้ทั้งพวกกินแมลงอย่างดุสิตา หยาดน้ำค้าง หรือเฟิร์น เช่น กระปรอกสิงห์ บนหินยังมีไลเคนขึ้นอยู่เต็มไปหมดด้วย

นอกจากที่เอ่ยมาแล้ว อุทยานแห่งชาติภูกระดึงยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกรัตนา น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดง ผาส่องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสีดา ลานกินรี ลานวัดพระแก้ว และอีกมากมายบรรยายกันไม่หมด ดังนั้น ใครที่ชอบเดินป่า ปีนเขา และสัมผัสธรรมชาติแบบถึงเนื้อถึงตัว ภูกระดึงคงเป็นอีกหนึ่งสถานที่คุณจะพลาดไม่ได้ค่ะ

นอกจากที่เอ่ยมาแล้ว อุทยานแห่งชาติภูกระดึงยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกรัตนา น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดง ผาส่องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสีดา ลานกินรี ลานวัดพระแก้ว และอีกมากมายบรรยายกันไม่หมด ดังนั้น ใครที่ชอบเดินป่า ปีนเขา และสัมผัสธรรมชาติแบบถึงเนื้อถึงตัว ภูกระดึงคงเป็นอีกหนึ่งสถานที่คุณจะพลาดไม่ได้ค่ะ

การเดินทาง
รถโดยสารประจำทาง
โดยสารรถยนต์จากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) กรุงเทพมหานคร ไปลงที่ผานกเค้า ซึ่งเป็นเขตต่อแดนระหว่างชุมแพ-ภูกระดึง แล้วโดยสารรถประจำทาง(รถสองแถว) ไปลงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จากนั้นก็เดินต่อขึ้นไปยอดภูกระดึงควรใช้รถประจำ หรือหากนักท่องเที่ยวใช้รถประจำทางเส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น ลงที่ชุมแพ และต่อรถสายขอนแก่น-เลย ไปลงที่ตลาดอำเภอภูกระดึง ซึ่งจะมีรถสองแถวต่อถึงไปอุทยานฯ
ปล.รถสองแถวแดงที่รับจ้างนำนักท่องเที่ยวส่งระหว่างจุดจอดรถที่ผานกเค้ามาที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง คำแนะนำคือ ถ้าเรามาไม่กี่คนให้รวมทีมกับกรุ๊ปอื่นจะได้เฉลี่ยค่าสองแถวไม่ต้องเหมารถให้เปลืองสตางค์
รถไฟ
จากกรุงเทพมหานครโดยสารรถไฟไปลงที่ขอนแก่น จากนั้นโดยสารรถประจำทางสายขอนแก่น-เลย ไปยังหน้าตลาดที่ว่าการอำเภอภูกระดึง แล้วต่อรถสองแถว หรือเดินทางต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นปีนเขาขึ้นยอดภู จากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นยอดภู อีก 5 กิโลเมตร จึงจะถึง “หลังแป” แล้วเดินเท้าไปตามทุ่งหญ้าอีก 4 กิโลเมตร ก็จะถึงที่พักบนยอดภูกระดึงทางอุทยานฯ ได้จัดลูกหาบสัมภาระของนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนยอดภูกระดึง คิดค่าบริการเป็นกิโลกรัม
รถส่วนตัว
เดินทางโดยรถยนต์ สามารถเดินทางได้หลายเส้นทาง
1. เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี เพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า ด่านซ้าย ภูเรือ และอำเภอเมืองเลย เลี้ยวเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 (เลย-ขอนแก่น) และเลี้ยวเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2019 เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
2. ใช้เส้นทางผ่านจังหวัดสระบุรี นครราชสีมา จนถึงจังหวัดขอนแก่นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูผาม่านและตำบลผานกเค้า เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
3. เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่อง เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 201 ผ่านจังหวัดชัยภูมิ อำเภอภูเขียว แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ จากนั้นเดินทางเช่นเดียวกับเส้นทางที่ 2

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทั้งบนยอดภูกระดึง และบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติซึ่งอยู่ด้านล่าง ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00 – 16.30 น.

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
บริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีด่านเก็บค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท และบริการลูกหาบสัมภาระ กิโลกรัมละ 10 บาท นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเต็นท์และบ้านพักได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ โทร.0-4287-1333 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0-2562-0760
ท้ายสุดฝากไว้ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากไปท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติบนภูกระดึงควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน จึงจะเที่ยวชมธรรมชาติได้ทั่วถึง ซึ่งอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเปิดให้เที่ยวบนยอดภูกระดึงได้เฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคมเท่านั้น  ช่วงระหว่างมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี ทางอุทยานฯ จะปิดเพื่อปรับสภาพธรรมชาติ ให้ฟื้นตัวและปรับปรุงสถานที่พักสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว ฉะนั้นเช็คก่อนออกเดินทางกันด้วยล่ะ
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว บรรดาแบคแพ็คเกอร์ทั้งหลาย ก็เตรียมแพ็คกระเป๋า แล้วออกเดินทางกันได้เลย…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s